“สันติประชาธรรม”
กับปณิธานที่ยังถูกสืบสานในวิทยาลัยฯ
บางชื่อได้รับการจดจำเพราะตำแหน่งที่เคยดำรง บางชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์เพราะเหตุการณ์สำคัญที่เคยผ่านเข้ามา แต่ชื่อของ ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ยังคงมีความหมายต่อสังคมไทย เพราะหลักคิดที่ท่านยึดถือ ยังคงถูกใช้ตั้งคำถามกับสังคมไทย และสังคมโลกในปัจจุบันได้
เครื่องหมายคำถามที่นำมาสู่หลักสันติประชาธรรม…
– เราจะสร้างความเจริญโดยไม่ทอดทิ้งผู้คนได้อย่างไร?
– เราจะอยู่ร่วมกับความแตกต่างโดยไม่ใช้ความรุนแรงได้อย่างไร?
– เราจะทำให้ประชาธิปไตยเดินไปพร้อมกับความถูกต้องและความเป็นธรรมได้อย่างไร?
คำถามเหล่านี้รวมอยู่ในหลักคิดที่เรียกว่า “สันติประชาธรรม” ปณิธานที่มิได้เป็นเพียงถ้อยคำในประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เครื่องหมายคำถามเหล่านี้ คงจะไม่มีใครได้สืบสาน ถ้าไม่มีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศิษย์เก่าหลายท่าน ที่ได้รับหลักการนี้มาเพื่อเผยแพร่ รวมไปถึง การก่อตั้งสำนักบัณฑิตอาสาสมัคร ที่ต่อมากลายเป็นวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ยังคงเผยแพร่เรื่องราว อุดมการณ์ และแนวคิดของ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ต่อไป
อาจารย์ป๋วยเป็นทั้งนักเศรษฐศาสตร์ นักการศึกษา ข้าราชการ และผู้ที่ยืนหยัดในหลักความถูกต้องตลอดชีวิตการทำงานของท่าน คุณูปการของท่านได้รับการยอมรับทั้งในประเทศไทยและในระดับนานาชาติ โดยองค์การ UNESCO ได้ร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาลของท่านในฐานะนักการศึกษาและนักเศรษฐศาสตร์ผู้มีผลงานสำคัญ
แต่เหตุผลที่ประเทศไทยไม่ควรลืมอาจารย์ป๋วย ไม่ได้อยู่เพียงที่การได้รับการยกย่องจากองค์กรระดับโลก หรือเพราะท่านเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ หากอยู่ที่ความคิดซึ่งท่านฝากไว้แก่สังคมไทย
สำหรับอาจารย์ป๋วย การพัฒนาไม่ควรวัดจากตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองไปถึงคุณภาพชีวิต ศักดิ์ศรี ความมั่นคง และโอกาสของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางและผู้ที่เสียงของตนมักไม่ถูกได้ยิน และรัฐควรไม่ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง แนวคิดเหล่านี้ นำมาสู่วลีอมตะ “จากครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน”
ความเจริญที่ทำให้บางคนก้าวไปข้างหน้า แต่ทิ้งผู้คนอีกจำนวนมากไว้เบื้องหลัง จึงไม่อาจเรียกว่าเป็นการพัฒนาที่สมบูรณ์ที่แท้จริงได้ สันติประชาธรรม คือการอยู่ร่วมกันอย่างมีความหมาย
“สันติประชาธรรม” ประกอบด้วยคุณค่าที่ต้องดำรงอยู่ร่วมกัน
สันติ ไม่ได้หมายถึงสังคมที่ไม่มีความเห็นแตกต่าง แต่หมายถึงการเผชิญความขัดแย้งโดยไม่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ไม่รีบเปลี่ยนผู้ที่คิดต่างให้กลายเป็นศัตรู และไม่ใช้ความรุนแรงเป็นคำตอบแรก
ประชา หมายถึงการยอมรับว่าประเทศและการพัฒนาเป็นเรื่องของประชาชนทุกคน ไม่ใช่สิทธิในการกำหนดอนาคตของผู้มีอำนาจหรือผู้เชี่ยวชาญเพียงบางกลุ่ม
ธรรม คือหลักยึดว่าการตัดสินใจทุกอย่างต้องคำนึงถึงความถูกต้อง ความรับผิดชอบ และความเป็นธรรมต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ
สันติประชาธรรมจึงมิใช่แนวคิดที่อยู่ห่างไกลจากชีวิตประจำวัน แต่เป็นหลักในการรับฟัง การเคารพความแตกต่าง การทำงานร่วมกัน และการสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ใน พ.ศ. 2512 อาจารย์ป๋วยได้ก่อตั้ง สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร ขึ้นด้วยความเชื่อว่า การศึกษาไม่ควรจำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน และผู้มีความรู้ไม่ควรเข้าไปในชุมชนในฐานะผู้ที่รู้ทุกอย่าง
การเรียนรู้ที่แท้จริงต้องเกิดจากการใช้ชีวิต ทำงาน และรับฟังประชาชน เพื่อทำความเข้าใจว่าปัญหาสังคมส่งผลต่อชีวิตมนุษย์จริง ๆ อย่างไร รากฐานดังกล่าวได้รับการสืบทอดและพัฒนามาเป็น วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งได้รับการสถาปนาเป็นวิทยาลัยอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2558 วิทยาลัยฯ จึงไม่ได้ก่อตั้งขึ้นเพียงเพื่อรักษาชื่อหรือสร้างอนุสรณ์ให้แก่อาจารย์ป๋วย หากก่อตั้งขึ้นเพื่อทำให้หลักคิดของท่านยังคงถูกนำมาใช้กับสังคมร่วมสมัย ผ่านการจัดการศึกษา งานวิจัย และบริการวิชาการที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน ปณิธานที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นการลงมือทำ
วิทยาลัยฯ นำแนวคิดของอาจารย์ป๋วยมาเป็นรากฐานของการทำงานในทุกด้าน โดยเฉพาะหลักสำคัญสามประการ ได้แก่ จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน สันติประชาธรรม และบัณฑิตอาสาสมัคร
แนวคิดเหล่านี้ไม่ได้ถูกเก็บไว้เพียงในเอกสารหรือคำกล่าวรำลึก แต่ถูกแปลงเป็นรูปแบบการเรียนรู้และการทำงานที่จับต้องได้ นักศึกษาเรียนรู้จากพื้นที่และปัญหาจริง ทำงานร่วมกับชุมชน องค์กรภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อพัฒนาทั้งความรู้ ทักษะ และความเข้าใจต่อชีวิตของผู้คน งานวิจัยของวิทยาลัยฯ มุ่งสร้างองค์ความรู้ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งด้าน Social Impact การพัฒนาชุมชน นวัตกรรมสังคม ความยั่งยืน และการประเมินผลกระทบทางสังคม
ขณะที่งานบริการวิชาการเชื่อมความเชี่ยวชาญของคณาจารย์และนักวิจัยเข้ากับความต้องการขององค์กรและชุมชน เพื่อร่วมกันออกแบบการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ นี่คือความหมายของการสืบสานปณิธานในแบบของวิทยาลัยฯ ไม่ใช่เพียงการกล่าวถึงสิ่งที่อาจารย์ป๋วยเคยทำ แต่คือการนำหลักคิดของท่านมาตอบคำถามใหม่ ๆ ที่สังคมกำลังเผชิญ
เป้าหมายของวิทยาลัยฯ ไม่ได้อยู่เพียงการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ แต่คือการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่มีทั้งความสามารถและจริยธรรม ผู้เรียนต้องสามารถมองเห็นปัญหาอย่างเป็นระบบ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่าภายใต้โครงสร้าง ตัวเลข และนโยบายต่าง ๆ ล้วนมีชีวิตของผู้คนอยู่เบื้องหลัง การทำงานเพื่อสังคมจึงไม่ใช่การเข้าไปคิดแทนหรือช่วยเหลือจากเบื้องบน แต่เป็นการรับฟัง เรียนรู้ และทำงานร่วมกับประชาชนด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีและความรู้ของทุกฝ่าย
วิทยาลัยฯ เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่ได้เริ่มจากคำตอบที่สวยงามที่สุด แต่อาจเริ่มจากการตั้งคำถามอย่างซื่อสัตย์ การรับฟังอย่างจริงใจ และความกล้าที่จะยืนอยู่ข้างความถูกต้อง แม้ในวันที่สิ่งนั้นไม่ใช่ทางเลือกที่ง่ายที่สุด
การระลึกถึงอาจารย์ป๋วยไม่ควรจบลงเพียงในวันครบรอบ พิธีรำลึก หรือข้อความเชิดชูเกียรติ หากต้องปรากฏอยู่ในการตัดสินใจและการกระทำของผู้คนในแต่ละยุคสมัย ในวันที่สังคมมีความขัดแย้งมากขึ้น สันติประชาธรรมเตือนให้เรารับฟังกันโดยไม่ลดคุณค่าของผู้ที่คิดต่าง
ในวันที่ประเทศพูดถึงการเติบโตและการแข่งขัน แนวคิดของอาจารย์ป๋วยเตือนให้เราถามว่า การพัฒนานั้นทำให้ชีวิตของประชาชนดีขึ้นอย่างทั่วถึงหรือไม่ และในวันที่ความสำเร็จมักถูกวัดด้วยตัวเลข วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ยังคงยืนยันว่า มนุษย์ ความเป็นธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม ต้องไม่ถูกทำให้มีความสำคัญน้อยกว่ากำไรหรือความก้าวหน้า
วิทยาลัยฯ จึงมิได้ทำหน้าที่เพียงรักษาความทรงจำของอาจารย์ป๋วย แต่ทำหน้าที่ส่งต่อปณิธานของท่าน ผ่านนักศึกษา คณาจารย์ นักวิจัย ภาคีเครือข่าย และชุมชนที่ร่วมเรียนรู้และสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน เพราะสันติประชาธรรมไม่ใช่เพียงมรดกจากอดีต แต่เป็นความรับผิดชอบของคนในปัจจุบัน และเป็นหนทางที่เราต้องร่วมกันสร้างให้เกิดขึ้นจริงในอนาคต
